เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับชั้นผิวและวิธีการดูแลรักษาผิว

สำหรับสุขภาพผิวที่ดีนั้นควรเริ่มจากการดูแลสุขภาพให้แข็งแรงและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ทั้งนี้ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ให้ความอ่อนโยนกับสุขภาพผิว เช่น gdm blossom jelly เหมาะกับสภาพผิวแพ้ง่าย สามารถใช้ได้อย่างต่อเนื่องไม่มีสารตกค้างที่เป็นอันตรายกับสุขภาพผิว นอกนี้สิ่งที่ขาดไม่ได้คือความสะอาดผิวพรรณอย่างถูกวิธี หากเรามีผิวพรรณที่สดใส กระชับ ไร้จุดด่างดำหรือแผลจากการเป็นสิว ก็สามารถช่วยเสริมสร้างความมั่นใจได้มากเลยทีเดียว ในเมื่อผิวพรรณคือสิ่งแรกที่สามารถสร้างความประทับใจได้ ดังนั้นเราควรมาทำความเข้าใจในการดูแลผิวพรรณเพื่อให้มีสุขภาพผิวที่ดี สำหรับการมีผิวพรรณที่ดีไม่ใช่แค่ทำความสะอาดผิวเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องมีการดูแลสุขภาพของผิวให้ดีไปควบคู่กัน ผิวหนังของร่างกายมีความหนาประมาณ 2-3 มิลลิเมตร ขึ้นอยู่กับบริเวณที่ปกคลุมอวัยวะของร่างกาย ซึ่งผิวหนังของคนเราประกอบไปด้วย 2 ชั้นหลักๆคือ ชั้นหนังกำพร้า และชั้นหนังแท้ โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้ Epidermis (ชั้นหนังกำพร้า) มีลักษณะบาง ประกอบด้วยเซลล์ที่เรียงตัวกันเป็นชั้นๆแบนราบ เซลล์ดังกล่าวจะมีการกำเนิดใหม่อยู่ตลอดเวลา ส่งผลให้เซลล์มีการเลื่อนขึ้นชั้นบนสุดและหลุดลอกเป็นขี้ไคลไปในที่สุด โดยปกติเซลล์ชั้นผิวนี้จะยึดติดกันด้วย lipid barrier ทำให้ผิวหนังชุ่มชื้น ภายใต้หนังกำพร้ามีเซลล์ที่เราเรียกว่า melanocyte เป็นส่วนประกอบอยู่ด้วย เซลล์นี้จะแสดงออกถึงสีผิวของเราส่งผลให้เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังจากสิ่งที่มากระทบเช่น มลภาวะ แสงแดด ผิวจะเกิดจุดด่างดำได้ง่าย การแก้ไขจุดบกพร่องบริเวณผิวชั้นหนังกำพร้า สามารถใช้การมาร์คหน้า เพื่อให้ความชุ่มชื้น เพิ่มความกระจ่างใสให้แก่ใบหน้า หากผิวหน้าได้รับผลกระทบจนมีจุดด่างดำที่ลบเลือนยาก ก็สามารถใช้เลเซอร์ได้ ทั้งนี้ สามารถปรับใช้ตามความเหมาะสมของสภาพผิว ซึ่งเลเซอร์ชนิดนี้สามารถแก้ปัญหาจุดด่างดำ เนื่องจากไปกระตุ้นให้เกิดการผลัดเซลล์ผิวของชั้นผิวหนังกำพร้าได้ไวขึ้น Dermis (ผิวชั้นหนังแท้) อยู่ถัดจากชั้นหนังกำพร้าลึกลงมา แต่มีความหนามากกว่าชั้นหนังกำพร้า ประกอบไปด้วย collagen และ Elastin ทำหน้าที่เสริมสร้างความแข็งแรงให้ผิว และสร้างความยืดหยุดให้ผิว โดยมีสารที่ช่วยตรึงผิวที่เรียกว่า Hyaluronic acid ช่วยในการเก็บรักษาความชุ่มชื้นและ สร้างสมดุลในปริมาตรของผิว เมื่ออายุของเราเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ใบหน้าและร่างกายของเราปรากฏริ้วรอยเป็นเส้นๆ และการหย่อนคล้ายของกล้ามเนื้อ ริ้วรอยต่างๆที่เกิดขึ้นบนชั้นหนังแท้สามารถที่จะทำให้ลดเลือนลงไปได้โดยการกระตุ้นการสร้างคอลาเจนให้กับผิวชั้นหนังแท้ ปัญหาของผิวชั้นหนังแท้ค่อนข้างใช้เวลาในการรักษานาน ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง เนื่องจากต้องใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์เข้ามาช่วยในการกระตุ้นการสร้างคอลาเจนใต้ชั้นผิว อาทิ การใช้เลเซอร์ หรือการร้อยไหมเพื่อกระตุ้นการสร้างเส้นเลือดฝอย กระชับใบหน้า เติมเต็มร่องลึก...
read more

ผิวสวยสดใสด้วย “น้ำ”

นอกจากผักผลไม้ ครีมบำรุงผิว สบู่หน้าใส ในแบบต่างๆ และอีกหลากหลายผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเรื่องการดูแลผิว น้ำสะอาดก็จัดว่าเป็นสิ่งจำเป็นเช่นกันสำหรับผิวของเรา คุณต้องดื่มน้ำสะอาดให้ได้อย่างน้อยวันละ 8 – 10 แก้ว หรือมากกว่านี้ได้ยิ่งดี เพราะนำจะช่วยหล่อเลี่ยงเซลล์ให้ชุ่มชื้น ช่วยให้ผิวมีความสวยใสเปล่งปลั่ง หากขาดน้ำแล้วคุณจะมีผิวที่แห้งแตก หรืออาจลอกได้ นอกจากนี้น้ำยังช่วยในการทำให้ของเสียต่างๆ ในร่างกายขับเคลื่อนและระบายออกได้สะดวกขึ้น ช่วยให้ระบบไหลเวียนของร่างกายเป็นปกติมากขึ้น ช่วยให้สารพิษต่างๆในร่างกายไม่สามารถตกค้างได้ แน่นอนว่านอกจากคุณจะมีสุขภาพที่ดีแล้วยังมีผิวพรรณที่สวยเปล่งปลั่งด้วย 1. การขาดน้ำทำให้ผิวดูแห้งขาดชีวิตชีวา เนื่องจากการดื่มน้ำช่วยให้ผิวเราชุ่มชื้นขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องฝืนดื่มเยอะๆ เพราะน้ำที่ดื่มเข้าไปนั้นไม่ได้ไหลเข้าสู่เซลล์ผิวเราโดยตรง แต่จะเข้าสู่กระแสเลือดก่อน แล้วค่อยส่งไปตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย จากนั้นจึงเหลือไปให้ความชุ่มชื้นผิวเราเพียงบางส่วนเท่านั้น นอกจากนี้ หากร่างกายได้รับน้ำเยอะเกินไป ก็จะถูกขับทิ้งเป็นของเสียอยู่ดี 2. ผิวขาดน้ำจะเห็นริ้วรอยได้ชัด การเน้นดื่มน้ำไม่ใช่การแก้ปัญหาริ้วรอยโดยตรง เพราะความชุ่มชื้นในชั้นผิวไม่ได้ขึ้นอยู่กับน้ำเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับไขมัน และต่อมไขมันในชั้นผิว ดังนั้น เรื่องริ้วรอยก็ไม่ได้เกิดจากผิวแห้งหยาบกร้านอย่างเดียว สำหรับวิธีที่ได้ผลกว่าการดื่มน้ำคือ ให้ใช้ครีมบำรุงที่มีส่วนผสมของวิตามิน C หรือ วิตามิน A ที่กระตุ้นให้ผิวสร้างคลลาเจนเพิ่มขึ้นได้เองตามธรรมชาติ 3. การดื่มน้ำทำให้สิวหาย เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับการรักษาสิว แต่การดื่มน้ำเป็นการช่วยทางอ้อม เราควรดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอต่อร่างกาย เพื่อช่วยให้ไตและลำไส้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถขับของเสียออกมาได้ตามปกติ อย่างไรก็ตามการรักษาสิวที่ได้ผลที่สุดคือการใช้ยารักษาควบคู่ไปกับการทานอาหารที่เหมาะสม และใช้ครีมบำรุงที่ช่วยปรับสภาพผิวให้กลับมาแข็งแรง ลดโอกาสเกิดสิวในอนาคต สำหรับน้ำที่คุณดื่ม 8 – 10 แก้วนี้ขอให้เน้นเป็นน้ำเปล่าบริสุทธิ์ หากเป็นน้ำหวานคุณก็จะต้องได้น้ำตาลเป็นของแถม การกินน้ำตาลเกินความจำเป็นของร่างกาย แม้จะทำให้คุณรู้สึกกระปรี้กระเปร่าแล้ว แต่หลังจากนั้นคุณจะขาดมันไม่ได้ และจะหงุดหงิด มีความเครียดเพิ่มขึ้น ซึ่งความเครียดนั้นเองที่ทำให้สิวน้อยใหญ่เกิดขึ้นมากมาย แต่ถ้าคุณเป็นคนที่ดื่มน้ำน้อยต่อวันก็ลองนำน้ำมะนาวหยดลงไปสัก 2 – 3 หยด ก็จะช่วยให้คุณดื่มน้ำได้มากขึ้นหรือไม่ก็ลองแบ่งช่วงเวลาที่จะดื่มน้ำก็ได้ ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ที่การปฏิบัติตัวอย่างสม่ำเสมอ การมีสุขภาพผิวที่ดีไม่ใช่เพียงแค่การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับดูแลผิวเพียงอย่างเดียว การดูแลสุขภาพให้แข็งแรงจากภายในสู่ภายนอก จัดว่าเป็นการดูแลสุขภาพกายและสุขภาพผิวอย่างยั่งยืน...
read more

วิธีดูแลผิวให้ขาวใส เนียนขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

ความหมองคล้ำสามารถแก้ไขได้ไม่ยากหากมีการดูแลอย่างต่อเนื่องและถูกวิธี ซึ่งปัจจุบันมีวิวัฒนาการจากความงามมากมายบางทีก็เห็นผลบ้างไม่เห็นผลบ้าง สิ่งสำคัญคือต้องเสียเงินจำนวนมากเพื่อที่จะดูแลสุขภาพผิวให้เนียนใส ไม่มีริ้วรอย ไม่มีความหมองคล้ำเพื่อให้ตัวเองมีผิวที่ขาวขึ้น แต่สำหรับใครที่ต้องการดูแลสุขภาพผิวด้วยตัวเองเรามีวิธีการดูแลผิวอย่างยั่งยืนที่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง ดังนี้ 1. ขัดผิวให้ขาวเนียนใส การขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไปจากผิวหน้า ผิวชั้นนอกเกิดขึ้นมาโดยผ่านกระบวนการสร้างจนมาเติบโตเต็มที่อยู่ชั้นบนสุดของผิวหนัง วิธีทำให้ผิวขาวโดยผลิตภัณฑ์ที่ใช้สำหรับการขัดผิวได้แก่ ฟองน้ำขัดรูปแบบต่างๆ เช่น ใยบวบ แม้กระทั่งผ้าเช็ดตัวก็สามารถใช้ขัดผิวได้ การขัดผิวอย่างนุ่มนวลจะช่วยให้ผิวของคุณดูชุ่มชื่นและใสกระจ่างมากยิ่งขึ้น 2. หลีกเลี่ยงการขัดผิวด้วยวิธีรุนแรง สำหรับการดูแลผิวแล้วหากขัดมากเกินไป ก็อาจรบกวนหน้าที่ในการสกัดกั้นสิ่งแปลกปลอมของผิว รวมถึงทำให้ผิวอ่อนไหวมากขึ้นจนเกิดความแห้งกร้าน ไหม้แดด หรือปัญหาอื่นๆ ได้ง่าย สำหรับผิวมีหม่นหมอง ดูแล้วมีความมัน ผิวจะเกิดการอุดตันและหายใจไม่ได้หรือบางทีอาจทำให้เกิดสิวอุดตัน รวมทั้งทำให้กระบวนการไหลเวียนของโลหิตใต้ผิวไม่ดี ทำให้ของเสียเกิดการสะสมตัว เป็นปัญหาที่ทำให้ผิวหมองคล้ำได้ง่าย 3. การสครับผิวให้ขาวใสด้วยผักและผลไม้ เลือกใช้ผักและผลไม้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วน คือมีผิวสัมผัสที่ให้ความหยาบเล็กน้อย แต่ต้องไม่ถึงกับให้ผิวระคายเคือง มีน้ำช่วยหล่อลื่นและมีวิตามินตรงกับความต้องการ เช่น มะขามเปียก สับปะรด เป็นผลไม้ที่มีเส้นใยช่วยขจัดขี้ไคล มีความเป็นกรด ช่วยทำความสะอาดผิว ทำให้ผิวขาวใส ช่วยขจัดเซลล์ที่ตายแล้ว วิตามินสูง 4. เลือกใช้น้ำมันนวดบำรุงผิว การใช้น้ำมันในการนวดบำรุงผิวนั้นนอกจากจะช่วยให้ผิวสุขภาพดีแล้วยังส่งผลให้ร่างกายได้รับการกระตุ้นอย่างมีประสิทธิภาพ การใช้น้ำมันสำหรับนวดผิวคือช่วยหล่อลื่น และเป็นตัวช่วยลดความเข้มข้นของกรดสำหรับคนผิวแห้งเช่น ถ้าคุณต้องการใช้สับปะรดขัดผิว แต่เกรงว่าผิวจะแห้ง เกินไป การเพิ่มส่วนผสมน้ำมันก็เป็นทางเลือกที่ดีเพราะนอกจากช่วยให้ลื่นแล้ว น้ำมันยังช่วยเคลือบผิวไม่ให้มีการสูญเสียน้ำมากเกินไป ทั้งนี้อาจเพิ่มความหอมรื่นรมย์สำหรับนวดตัว ซึ่งมักผสมที่ความเข้มข้นประมาณ 2 เปอร์เซ็นต์ จะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น 5. ทำความสะอาดผิวหน้าอย่างสม่ำเสมอ อย่าล้างหน้าบ่อย เพราะการล้างหน้าหรือการขัดเช็ดถูหน้าแรงๆ เป็นการทำร้ายผิวโดยตรง ซึ่งจะทำให้เกิดริ้วรอยหยาบกร้าน โดยเฉพาะคนที่มีผิวแห้งอยู่แล้ว เวลาล้างหน้าต้องทำอย่างระมัดระวังนุ่มนวลและเช็ดหน้าให้เบามือ ที่สำคัญควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนต่อผิว และเหมาะกับสภาพผิว เช่น oradol ที่มีความสามารถในการปรับสภาพผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ...
read more

ความคิดผิดๆที่ทำให้การลดความอ้วนล้มเหลว

หากว่าการลดความอ้วนมันง่าย เราว่าผลิตภัณฑ์ในการลดความอ้วนหรือว่าพวกผลิตภัณฑ์ในการกระชับสัดส่วนอย่าง praya คงจะไม่ได้ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า หรือว่าผลิตออกมามากมายไม่ทราบว่าจะกี่ยี่ห้อ ก็ยังขายได้ ซึ่งเป็นผลที่ชัดเจนเลยว่าการลดความอ้วนมันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ดังนั้นขอให้องท่องเอาไว้เลยว่า เทคนิคง่ายๆเลยในการที่จะลดน้ำหนักได้แน่นอนคือ การออกกำพลังกายเพื่อดึงไขมันไปใช้และการควบคุมอาหาร ทานเท่าที่ใช่พลังงาน เท่านี้ก็จะทำให้การลดน้ำหนักได้ผลดีมากยิ่งขึ้น แต่หลายๆคนก็ทราบเทคนิคนี้หมดแต่สุดท้าย ก็ยังลดน้ำหนักไม่สัมฤทธิ์ผลหรือว่าผิดวิธีอยู่ดี 1. ท่องเอาไว้การอดอาหารเพื่อลดน้ำหนักคือสิ่งที่ผิดถนัด ลองจินตนาการดูสิว่าคนที่เคยทานมากทีละหนึ่งจานพูนหรือว่าทีละจานสองจานมันจะสามารถที่จะจัดการในการที่จะทานแล้วลดลงเหลือเพียงนิดเดียวได้เช่นไรกัน บอกได้เลยว่าความคิดนั้นผิดมากจริงๆ ทำให้คนที่ทำวิธีการนี้ล้มเลวในการลดน้ำหนักทุกคน วิธีการที่ถูกต้องคือ การไม่ลดปริมาณการทานลงแต่เปลี่ยนมาทานอาหารที่ดีแทน เช่น เปลี่ยนจาก ผัดซีอิ๊วมาทานสลัดผักแทน จากนั้นค่อยมาปรับเปลี่ยนในเรื่องของปริมาณในภายหลัง 2. ท่องเอาไว้ในใจเลยนะว่าลดความอ้วนจะต้องใช้เวลา เป็นเรื่องของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมความนึกคิดว่า การลดความอ้วนไมได้เป็นไปได้ไวได้ จะต้องใช้เวลากว่าที่จะน้ำหนักลด  เพราะว่าการทานให้อ้วนขนาดนี้ก็ยังใช้เวลาตั้งนานเลย 3. ท่องเอาไว้ว่าการลดความอ้วนไม่ได้หมายความว่าจะทานแป้งไม่ได้ หลายต่อหลายคนคิดว่าถ้าเราไม่ทานแป้งแล้วเราจะผอม แต่ที่จริงไม่ใช่เพราะว่าร่างกายเราต้องการแป้งเพราะว่าเป็นหนึ่งในอาหารหลัก 5 หมู่ มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทาน หากไม่ทานเราจะไม่มีเรี่ยวแรงในการทำงานเลย โดยเฉพาะคนที่จะต้องใช้พลังงานในการทำงานมากๆ  ลดปริมาณการทานแป้งไม่ได้หมายความว่าให้งดแป้ง 4. ท่องเอาไว้ว่าไม่จำเป็นจะต้องทานแต่ผักและผลไม้ อย่าเข้าใจผิดว่าให้ทานแต่อาหารที่เป็นผักและผลไม้ อาหาร 5 หมู่คือสิ่งที่จำเป็นต่อร่างกายแต่ทานในสัดส่วนที่เหมาะสมว่าในแต่ละหมู่สมควรที่จะทานเท่าไหร่ ปรับเมนุในการทำอาหาร...
read more

อาการของเล็บที่ผิดปกติ บ่งบอกโรคได้

เล็บ เป็นอวัยวะเล็กๆ แต่ทว่ามีความสำคัญต่อร่างกายอย่างมาก เล็บ เป็นอวัยวะหนึ่งที่ทำให้เราสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข และยังสามารถบ่งบอกโรคของเจ้าของเล็บได้อีกด้วย ในผู้ที่ทำเล็บหรือเพ้นท์เล็บอยู่เป็นประจำนั้น ก็อาจจะต้องดูแลเล็บดีมากยิ่งขึ้น เพื่อไม่ให้เล็บแห้ง เหลือง และเปราะบาง ฉีกขาดง่าย แต่สำหรับพื้นฐานการดูแลเล็บทั่วไป ก็เพื่อรักษาความสะอาดของร่างกาย และทำให้เล็บมีสุขภาพดี ไม่ส่งผลเสียต่อร่างกายในส่วนอื่นๆ เล็บที่ดูแปลกๆ ไป หรือมีความผิดปกติ อาจเกิดได้จากการที่เราดูแลเล็บผิดวิธี รุนแรงกับเล็บ และยังอาจเกิดได้จากการที่เราเป็นโรคจากภายในร่างกายได้อีกด้วย ดังนี้ ตัวเล็บเป็นร่อง – ถ้าผิวเล็บบริเวณใดบริเวณหนึ่งเป็นร่องขวาง แสดงว่าผู้ที่มีเล็บดังกล่าวเคยได้รับผลกระทบทางด้านอารมณ์อย่างรุนแรง ก่อให้เกิดอาการขาดสารอาหาร หรือเคยเจ็บป่วยค่อนข้างหนักก่อนหน้านี้ – ถ้าตัวเล็บเป็นร่องหลายร่อง มักพบในผู้ป่วยที่เป็นพยาธิหรือการทำงานของลำไส้ไม่ดี ถ้าเป็นที่หัวแม่มือมักเป็นผู้ที่ไม่กระฉับกระเฉง ถ้าเป็นที่นิ้วชี้แสดงว่าเป็นโรคผิวหนัง ถ้าเป็นที่นิ้วกลางมักเป็นโรคเกี่ยวกับกล้ามเนื้อไม่มีแรง ถ้าเป็นที่นิ้วนิ้วนาง มักเกิดโรคเกี่ยวกับตา หลอดลมอักเสบ โรงทางเดินหายใจ ถ้าเป็นที่นิ้วก้อยมักเป็นโรคที่เกี่ยวกับคออักเสบ โรคประสาท หรือถุงน้ำดีได้ เล็บงุ้มหรืองอน – ถ้าเล็บงุ้ม มักเป็นโรคเกี่ยวกับกระดูกสันหลัง หรือพิษสุราเรื้อรัง หรือโรคเกี่ยวกับข้อ – ถ้าเล็บงอน มักเป็นโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจ อาการห้อเลือดเรื้อรัง อาการเกร็งของกล้ามเนื้อ หรือขาดธาตุแคลเซียม เล็บเปลี่ยนแปลง – เล็บสั้นและเป็นเหลี่ยม มักเป็นโรคหัวใจที่เกิดจากอารมณ์ฉุนเฉียว โมโหง่าย ยิ่งถ้ามีเนื้อเล็บรูปครึ่งวงกลมเล็ก ๆ สีขาวบริเวณโคนเล็บ หรือไม่มี อาการของโรคก็จะชัดเจน และรุนแรงมากขึ้น – ถ้าโคนเล็บเล็ก ปลายเล็บใหญ่มีลักษณะคล้ายสามเหลี่ยม มักเป็นโรคเกี่ยวกับกระดูกสันหลัง มีอาการชาและปวดได้ง่าย ถ้าเล็บซีด หรือเหลืองคล้ำ แสดงว่าอาการของโรคกำเริบ – เล็บสั้น มักเป็นโรคขาดสารอาหาร หรือเป็นผู้ที่มีความไวต่อความรู้สึกต่างๆ – ตัวเล็บกว้างแต่สั้น แสดงว่าเป็นผู้ที่หัวใจค่อนข้างอ่อนแอ และมักเกิดโรคบริเวณท้องและเอว หรือช่วงล่างของร่างกาย ถ้าปลายเล็บเรียบและลึกเข้าไปในเนื้อมักเกิดโรคเกี่ยวกับประสาท โรคปวดข้อ ถ้าเป็นหญิงมักเป็นโรคเกี่ยวกับมดลูก ถ้าผิวเล็บด้านไม่แวว มักตั้งครรภ์ได้ยาก – ฐานและปลายเล็บเล็ก ตรงกลางใหญ่คล้ายรักบี้ แสดงว่า หลอดเลือดหัวใจมีปัญหา หรือ เป็นโรคเกี่ยวกับกระดูกสันหลัง – เล็บเป็นรอยเส้นตามความยาวของเล็บ เนื้อเล็บส่วนกลางบาง มักมีพยาธิปากขอ หรือขาดแคลเซียม – เล็บตรงกลางนูนขึ้นปลายงุ้มลง ถ้าเป็นทั้งสิบนิ้ว (ในระดับต่างๆ กัน) แสดงว่าเป็นโรคเกี่ยวกับระบบหายใจ เช่น วัณโรคปอด หืด เป็นต้น – เล็บรูปจันทร์เสี้ยว แสดงว่าเป็นโรคเกี่ยวกับเนื้องอกได้ง่าย – เล็บแบนเรียบ (ไม่โค้ง) เหมือนแผ่นกระดานติดอยู่บนนิ้ว มักเป็นผู้ที่มีภูมิต้านทานร่ากายน้อย ร่างกายอ่อนแอขี้โรค – ฐานเล็บเล็กปลายกว้างคล้ายเปลือกหอย มักเป็นผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอ หลอดเลือดสมองแตกหรือเป็นอัมพาตได้ง่าย หรือเป็นโรคเกี่ยวกับกระดูกสันหลัง – เล็บมีรอยยาวและเนื้อเล็บแตกง่าย มักมีร่างกายอ่อนแอ เป็นโรคผิวหนังได้ง่าย ถ้าปรากฏที่หัวแม่มือ แสดงว่ามักเป็นคนที่กินอาหารจำเจ จนเป็นเหตุให้เกิดโรค – เล็บยาว มักเป็นผู้ที่ร่างกายอ่อนแอ ระบบหายใจไม่แข็งแรง ถ้าเล็บสีคล้ำ ผิวเล็บเป็นรอยเส้น ยาวเห็นได้ชัดเจน อาการโรคเกี่ยวกับระบบหายใจก็ยิ่งรุนแรงขึ้น – เล็บยาวแต่แคบ เล็บซีดหรือสีคล้ำ มักเป็นโรคเกี่ยวกับกระดูกโดยเฉพาะกระดูกสันหลัง และมีอารมณ์หงุดหงิดง่าย – เล็บเป็นร่อง มักเป็นโรคขาดอาหาร หรือเป็นผู้ที่ตรากตรำทำงานหนัก หรือเป็นผู้ที่ร่างกายอ่อนแอ ระบบหายใจไม่แข็งแรง หากคุณคิดว่าดูแลเล็บอย่างดีแล้ว แต่ก็ยังเห็นความผิดปกติของเล็บอย่างที่ได้กล่าวมา หรือว่าพบอาการของเล็บเหล่านี้ ควรตรวจหาสาเหตุตั้งแต่เนิ่นๆ นะคะ ส่วนจะเป็นโรคอะไรจริงหรือไม่ ก็สามารถทราบแน่ชัดได้จากการตรวจ จึงไม่ควรนิ่งนอนใจ สถาบัน สอนเพ้นท์เล็บ BSA NAIL ART ACADEMY ขอเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการดูแลเล็บ...
read more

กลูตาไธโอน ทางเลือกเพื่อผิวขาวสำหรับยุคนี้

กลูตาไธโอน เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่เซลล์ในร่างกายมนุษย์สามารถสังเคราะห์ได้เอง มีคุณสมบัติเป็นโปรตีนชนิดหนึ่ง ทำหน้าที่ในการปกป้องเนื้อเยื่อไม่ให้ถูกทำลายโดยสารอนุมูลอิสระที่สะสมอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย กระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย และที่สำคัญยังช่วยตับในการทำลายและขจัดสารพิษออกจากร่างกายด้วย กลูตาไธโอนมีหน้าที่สำคัญ 4 ประการคือ 1. สร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย โดยกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดขาวเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรค ทั้งไวรัส แบคทีเรีย และสิ่งแปลกปลอมอื่นๆที่เข้าสู่ร่างกาย รวมทั้งเซลล์มะเร็ง 2. ทำหน้าที่กำจัดสารพิษที่ผ่านเข้าในร่างกาย โดยจะจับสารพิษที่ไม่ละลายน้ำให้เปลี่ยนเป็นสารที่ละลายน้ำ และกำจัดออกทางไตหรือทางลำไส้ 3. เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีฤทธิ์แรงที่สุด ผลิตขึ้นเองโดยทุกเซลล์ในร่างกายโดยธรรมชาติ มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ปกป้องเซลล์ให้แข็งแรง ช่วยการไหลเวียนของระบบเลือด รักษาการทำงานของหัวใจและปอด ช่วยชะลออายุของเซลล์ทุกเซลล์ และชะลอความเสื่อมโทรมของร่างกายและของอวัยวะทุกส่วน 4. ช่วยกระตุ้นการสร้างและซ่อมแซมเซลล์และดีเอนเอที่สึกหรอ นับเป็นกุญแจสำคัญในการสังเคราะห์โปรตีนและไขมัน กระตุ้นการทำงานของเอ็นไซม์ชนิดต่างๆ ข้อควรทราบเกี่ยวกับกลูตาไธโอน 1. ผิวที่ขาวขึ้นนั้นเหมือนใช้ suwanan เกิดจากผลข้างเคียงจากการใช้สารกลูตาไธโอน เพราะมีฤทธิ์ในการยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส ส่งผลให้เม็ดสีของผิวหนังเปลี่ยนจากสีน้ำตาลดำ กลายเป็นสีชมพูขาว 2. การกินแบบเม็ด ไม่ช่วยทำให้ผิวขาวขึ้น  เนื่องจากสารกลูต้าไธโอนเป็นโปรตีนประเภทหนึ่ง เมื่อกินเข้าไป ก็จะเกิดการสลายตัวไปในทันทีเมื่อถูกกรดในกระเพาะอาหาร จึงนิยมใช้การฉีดเข้าสู่ร่างกายโดยตรง 3. ไม่มีการรับการรับรองโดยองค์การอาหารและยาของประเทศสหรัฐอเมริกาว่า ช่วยทำให้ผิวขาวขึ้นจริง 4. ปริมาณสารกลูตาไธโอนที่เหมาะสมในการรับเข้าไปในร่างกายที่แพทย์แนะนำควรอยู่ที่ 60-250 มิลลิกรัมต่อวัน หากมากกว่านั้นอาจจะทำให้แพ้ยาจนถึงขั้นช็อกและเสียชีวิตเฉียบพลัน หรือสะสมอยู่ในร่างกายในระยะยาว 5. การฉีดสารกลูต้าไธโอนเข้าสู่ร่างกายโดยตรงควรทำด้วยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น ไม่ควรทำการฉีดด้วยตัวเอง เพราะอาจทำให้เกิดอาการช็อกจากสารปนเปื้อน รวมไปถึงวิธีการฉีดทางเทคนิคที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งอาจทำให้เกิดอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้ นอกจากนี้การกินกลูตาไธโอนยังอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงมากมาย รวมถึงทำให้เกิดมะเร็งได้ ผู้ที่แพ้โปรตีนต้องระวังในการรับสารกลูตาไธโอนเข้าสู่ร่างกายอีกด้วย ก่อนการใช้ยาใดๆ...
read more